witchaya's profile- -[*ploy*]:PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
July 21 พลอย live in KUตั้งแต่จบม.6ก็ยังไม่ได้อัพเดทข้อมูลตัวเองเลย
ขอแนะนำตัวเลยละกัน
ฉันชื่อ วิชญา ไตรโชค ชื่อเล่นชื่อ พลอย
เรียนจบป.1-ม.6 จากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ม.ปลายเรียนสายวิทย์-คณิต
ใช้เวลา12ปีอยู่ในรั้วเกษตร
ตอนนี้ก็ยังอยู่ในเกษตรรั้วเดิมและยังอยู่ต่อไปอีก4ปี
ตอนนี้พลอยอยู่คณะอุตสาหกรรมเกษตร ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร
เมื่อประมาณ3ปีที่แล้วยังไม่เคยมีความคิดเกี่ยวกับคณะนี้ในหัวเลย (อันที่จริงก็แทบไม่มีอะไรในหัว)แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกคณะนี้
แล้วก็ดีใจที่ได้อยู่คณะและภาคที่ตั้งใจจะเข้าและคิดว่าชอบ
เป็น OKUS32 KU67 AI28 FST
ตอนนี้ก็เรียนมาจนจะมิดเทอมละ
อยากบอกว่าชีวิตการเรียนมันต่างกับการเรียนในโรงเรียนมากๆ
อย่างที่รู้ๆกันว่าต้องเดินไปเรียนตึกไกลๆกัน แต่เวลาต่อกันเลย ต้องวิ่งไปจองที่ด้วยอะ ห้องนึงก็คนเยอะมากๆ
ไม่มีอาจารย์ที่จำนักเรียนได้ทุกคน ไม่มีใครคอยสนใจใส่ใจเราแบบนั้นอีกแล้ว
ตอนกลางวันก็ต้องคิดเองว่าจะกินอะไรที่ไหนดี 55+เมื่อก่อนไม่เคยใช้สมองเรื่องนี้เลย มีอะไรมาก็กินหมดเลย
กิจกรรมก็เต็มไปหมดทั้งของคณะ แล้วก็พวกชมรมที่แล้วแต่ใจใครจะเข้าไม่เข้าก็ได้ แต่พลอยก็สมัครไปเต็มเลย55+ ก็มันน่าสนใจไปหมด กิจกรรมพวกนี้บางทีก็มาเบียดบังเวลาเรียนกะอ่านหนังสือ เคยคิดว่าที่โรงเรียนก็ทำกิจกรรมเยอะแล้วอยากจะตั้งใจเรียนอย่างเดียวบ้าง แต่ถึงเวลาจริงๆก็ทำอย่างงั้นไม่ได้อะ แล้วก็พบว่าที่คิดน่ะผิด กิจกรรมในมหาลัยไม่ได้เหมือนโรงเรียน การเข้าร่วมกิจกรรมช่วยให้เราได้ฝึกอะไรใหม่ๆอีกมาก แล้วก็มีทั้งโอกาสและการสนับสนุนที่เปิดกว้างมากกว่า เพราะถือว่าโตๆกันแล้ว
แต่ที่สำคัญคือทำไมเนื้อหามันเยอะแยะอะไรได้อย่างนี้ เรียนเรื่องที่เรียนเป็นเทอมๆตอนมัธยมเหลืออาทิตย์เดียวเนื้อหาก็ลึกกว่า แค่เรียนให้สอบมิดเทอมได้ ต้องตั้งใจกว่าเตรียมแอดมิดชั่นมากมาย (เพราะตอนแอดมิดชั่นชิวมากเลย) ตอนนี้เหลืออีก1อาทิตย์จะสอบ อ๊ากกก อ่านไม่ทัน เครียดละ55+
เคมี มีคนได้A 1ใน1000คน ตกดรอปกันเป็นเบือ ส่วนชีวะก็ได้เอยากกว่าเคมีอีก แต่คนตกน้อยกว่า เฮ้อๆๆ
สู้ตายๆๆ นะพลอย
สู้ตายๆๆ นะเพื่อนๆ:)
น้องๆที่เรียนอยู่ที่โรงเรียน ตั้งใจเรียนซะ แล้วจะรู้ว่าบุญเก่ากรรมเก่ามีจริง55+ July 11 ดี๊ด๊ากีฬาสีกีฬาสีปีนี้ ที่ฉันเป็นศิษย์เก่า
ศุกร์ที่6 กค 50 วันกีฬาสีสัมพันธ์ ไปถึงโรงเรียน 9โมงกว่า.. พาเหรดแสดงไปแล้ววว แต่ไม่เป็นไร ถึงจะไม่ได้ดูพาเหรดที่อยากดูมากที่สุด แต่อย่างน้อยก็เจอเพื่อนๆ และแล้วหลีดสีชมพูก็ออกมา ตามด้วยสีฟ้า และสีเหลือง เย้ อย่างน้อยก็ได้ดูอะไรบ้าง ถึงแม้จะนิดเดียวก็เถอะ แล้วก็ต้องไปเรียน...จนบ่ายสองครึ่งรีบกลับมาจะดูโชว์เชียร์ พอมาถึงโชว์เชียร์เพิ่งจบไป ย๊ากกก วันนี้มันวันอะไรของฉันเนี่ย แต่ก็ยังดีเจอเพื่อนๆที่เพิ่งมาตอนบ่าย เย้ แล้วก็รีบไปสอบบบ สรุปก็แทบไม่ได้ดูอะไรเลย ได้ถ่ายรูปมานิดหน่อย :) ไม่เป็นไรปีหน้าไปอีก
หุหุ แต่ได้ไปดูตอนพรีเซนต์สีนะ ทำออกมาดีเชียว November 26 บันทึกแต้มสีและเสียงเพลง *งานประจำปี๔๙วันนี้ วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน 2549 งานประจำปีโรงเรียน ครั้งที่12ที่ได้มา ครั้งสุดท้ายที่ได้แสดง เราไม่ได้กะจะเข้าไปตอนเช้า แต่เราก็เข้าไป เพราะหยิบหนังสือเรียนผิด ก็เลยไม่เรียนซะเลย มางานเลยดีกว่าเดี๋ยวค่อยเรียนแทนวันอาทิตย์ (คิดดูอีกทีก็ถือว่าเป็นโชคดี) แล้ววันของเราใน "งานประจำปี๔๙" ก็เริ่มขึ้นประมาณเวลา 8.30น. เริ่มจากภาระหน้าที่ ที่พึงจะมีอยู่บ้าง ซุ้มโรบอท ที่เตรียมกันไว้ตั้งแต่วันศุกร์ มีน้องเล็กๆสนใจมากที่เดียว ทำให้พวกพี่ๆใจอ่อน ขยายการรับสมัครจากม.1 อย่างต่ำ เป็นป.5 แต่ก็ไม่วายมีน้องป.4 มาขอสมัครอีกอยู่ดี ส่วนพี่มอๆทั้งหลายที่เป็นกลุ่มเป้าหมายคงกำลังวุ่นอยู่กับการเรียกลูกค้าเข้าเต๊นท์เกม พูดถึงเต๊นท์เกมแล้ว ก็ขอชมหน่อย ม.3 หรือม.2นี่แหละ เราชอบการตกแต่งที่เป็นสายรุ้งจังเลย สีสวยมาก เดินไปแล้วเตะตา ถึงขั้นสะดุด ส่วนบัตรบ้านผีก็ต้องขายดิบขายดีกันเป็นธรรมดา บ้านผีฮาเฮ เฮฮาทั้งผีทั้งคน เราไม่ได้ไปเป็นผีเพราะลงชื่อทำเวทีใหญ่ เวทีใหญ่ก็ไปช่วยตามเวลาจะอำนวย บางทีก็หนีมาทำบ้านผี ฮาๆ แต่รู้สึกจะช่วยน้อยไปหน่อยจริงๆ เป็นเรื่องนึงที่เสียดาย ถ้าแบ่งเวลาจากโรบอทได้ดีกว่านี้ก็คงได้สนุกอยู่ในบ้านผี อาจจะโดนน้องเหยียบเท้า หรือไม่ก็อาจจะทำน้องร้องไห้ซักคนสองคน เวลาผ่านไปเรื่อยๆรางวัลสาธิตนำโชคก็ค่อยๆร่อยหลอ ไม่มีปีไหนที่เราพลาดการทดสอบดวง และก็พบว่าดวงของเราช่างเสมอต้นเสมอปลาย ตัวอักษรที่ได้ก็เสมอต้นเสมอปลาย ง ค จ ร ล อะไรประมาณนี้ ปีนี้ได้น้ำหอมผู้ชายกับที่ล้างหน้าผู้ชายมา คิดว่าเป็นประโยชน์เหลือเกิน 55+ ขำๆ แค่ได้หยิบลูกอมอันที่คิดว่าเจ๋ง ได้ลุ้นตอนแกะฉลากว่าตรงกับที่ติดที่จักรยานมั้ย พอไม่ใช่ก็ยังได้ลุ้นอีกว่ามันจะเป็นเกลือหรือน้ำตาล แค่นี้ก็สนุกแล้วนะ จริงมะ ไม่งั้นจะซื้อกันทุกปีๆได้ยังไง เวลายังผ่านเลยไปจนเที่ยง เราไปหาของกินเล่นเรียบร้อยแล้ว เก็บซุ้มโรบอทแล้ว (บ้านผีก็ไม่ได้ไปช่วยเก็บ เพราะเค้าเก็บกันเสดไปละ) ก็ได้ไปยิงปืน ที่อยากเล่นมากตั้งแต่ปีที่แล้วแต่อด ก็เลยซื้อเบิ้ลไปเลยสองเกม ยิงกระป๋องกระจายตั้งสามอันแน่ะ สนุกมากๆเลย ยังไงซักวันก็ต้องไปฝึกยิงของจริงให้ได้ แล้วเรากะพิมก็ต้องรีบออกจากซุ้มยิงปืนอย่างด่วนที่สุด เพราะ... เพื่อจะไปดูน้องม.3ให้ทัน รู้สึกว่าการแสดงของม.3ปีนี้ดีนะ ดูดี รู้สึกได้ถึงการมีบทบาทของคนส่วนใหญ่และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในแนวเพลงกะชุดที่ต่างกัน ได้เห็นแบบนี้แล้วอยากย้อนกลับไปม.ต้นอีก รู้สึกแบบนี้ตั้งแต่เห็นน้องซ้อมแล้วหล่ะ ได้ดูถึงแค่น้องม.2 ก็จะต้องไป... โรงเรียนอนุบาลชนานันท์ สถานที่ระลึกความหลังอัน คิขุอาโนเนะ ของ..เพื่อนๆหลายคน แต่เราไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก ไปเป็นผู้ปกครองให้เพื่อนๆค่ะ เข้าไปแล้วรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นระหว่างครูกับศิษย์ตัวใหญ่ทั้งหลาย ที่กลับกลายเป็นน้อง...น้องแพร น้องฟาง น้องพร รวมทั้งน้องแอมด้วย (รายนี่ไปเจอที่นู่น) เราเห็นโต๊ะกองอัลบั้มรูปเก่า ก็รีบเข้าไปดูคิดในใจว่ามาไม่เสียเที่ยวจริงๆ เด็กยังไงก็น่ารัก น่ารักทุกคนเลย ขำด้วย55+ เอารูปมาแบ่งกันดูคงไม่ว่ากันนะ หลายรูปไม่ชัดต้องขอโทษที ลุยถ่ายกันมาก่อนกลับโรงเรียน นอกจากได้รูปแล้วก็ได้ทัวร์โรงเรียน เป็นโรงเรียนที่น่ารักจริงๆเลย เหมือนบ้านหลังนึงที่มีเด็กๆเต็มไปหมด รู้มาว่าเวลาจะเติมข้าวเที่ยงต้องยกมือแล้วชูนิ้วด้วย หนึ่งนิ้วคือข้าว สองคือกับ สามคือขนม อะไรประมาณนี้ แล้วเราก็ต้องรีบจากอนุบาลมาสู่ ประถมและมัธยมตามเดิม เพราะกำลังจะไม่ทันขึ้นร้องประสานเสียง แต่ที่จะไม่ทันก็เพราะไปร้านทำผมกันก่อนน่ะ ฮาๆ สุดท้ายข้าพเจ้าก็ต้องเสียตังกะการ สระ ได แล้วก็มานั่งรอสาวสวยอีกสามคน เสียดายตังๆ สุดท้ายก็รวบผมเหมือนเดิม เอาเถอะ พอเสดก็วิ่งพล่านหาแท็กซี่ รองเท้าก็กัดต่อไปไม่รู้จักเหนื่อย ขึ้นรถได้ปรี๊ดเดียวก็มาถึงโรงเรียน ไปเปลี่ยนชุดนักเรียนเตรียมขึ้นเวที ใช่ ร้องประสานเสียง วันนี้ทุกอย่างดูมีความสำคัญ ทั้งๆที่หลายอย่างแทบไม่ต่างจากหกปีที่ผ่านมา 18.30น. เรามาอยู่บนเวทีเหมือนปีที่แล้ว เวทีปีนี้สวยมาก สวยมากทั้งกลางวันกลางคืน แต่เราชอบตอนกลางคืนมากๆๆ ถึงเราจะช่วยไปไม่มากและไม่รู้ว่าตรงที่ระบายถูกระบายทับไปรึเปล่า แต่เราก็ชอบๆและภูมิใจกับปลาหมึกฟังเพลงกะไข่มุกอันดามันที่ส่องสว่าง และสาหร่ายที่เราระบายหุๆ เพลงที่ร้องคือ แสงเดือน , Time and seasons, While shepherd, When you believed และ Oh I say อากาศร้อนมาก เหงื่อไหลเข้าตาแสบตาเลย แต่ยังยิ้มสู้ต่อไป แล้วการแสดงของวงก็จบลงอย่างสวยงาม ปีหน้าเราจะได้เป็นผู้ชมการแสดงร้องเพลงประสานเสียงอีกครั้งหลังจากไม่ได้ดูมาหกปี ไม่ได้อยากให้จบ แต่เวลาก็ทำให้เราได้ประสบการณ์ใหม่ๆ น้องๆก็ต้องขึ้นมาเป็นพี่ใหญ่ซักวัน เราขอนั่งดูน้องร้องเพลงบ้าง ถึงตอนนั้นอาจจะดีกว่าตอนที่มีพวกเรายืนอยู่บนนั้น ใครจะรู้ “สองทุ่มห้องจะปิดนะคะนักเรียน” ที่ห้องประชุมอาคารอุบล ตอนนี้ใครๆก็กำลังรีบแต่งตัวให้เสร็จ สำหรับขึ้นเวทีใหญ่ตอนดึก ทรงผมแต่ละคนทำเอาตะลึงทั้งผู้ชายผู้หญิง อะไรจะสุดยอดปานนั้น ปีสุดท้ายแล้วจะทำอะไรก็ต้องรีบทำ แล้วทำให้มันสุดๆด้วย โบที่ตอนแรกจะใส่เสื้อยืดกางเกงขายาวให้ได้ก็ยังต้องโดนลากไปหาเสื้อสวยๆมาใส่ วันนี้โบสวยมากอยากจะบอก (แต่เฉพาะสูงกว่าสิบเซ็นจากพื้นขึ้นไปนะ รองเท้ากะถุงเท้านักเรียนมัน..) แต่งตัวเสร็จ แพนด้าแต่งหน้าให้ แล้วก็รีบมาซ้อมรวมกันในกลุ่ม คิดบล็อกมาเมื่อคืนตอนประมาณตีหนึ่ง ซ้อมเรียบร้อย เหนื่อยเรียบร้อย ออกมาดูวงพล่า 55+ ไมค์เอาออกจากขาตั้งไม่ได้ สุดท้ายก็ตกลงจะชิวกันตามสบาย เพลงวงเรา อยากร้องดังๆ ขึ้นวงที่12ของม.6 ตอนนี้ถึงวงที่11 เรามารอหลังฉากที่บันได เพลงที่11จบ ออม ผัน ว่าน โบ ฝน นัท พิม เรา แอม ป้า ก็วิ่งขึ้นไป คนกรี๊ดใหญ่เลย กรี๊ดพี่น้ำฝนค่า พี่ฝนเท่สุดๆ ฮิฮิ ดีจังๆ มีคนเรียกเสียงกรี๊ดให้จะได้ไม่เงียบ อยู่บนนั้นก็บ้าบ้าบอบอกันไปตามประสา ได้ยินว่าเค้าเรียกกลุ่มนี้ว่ากลุ่มเด็กเรียนหรืออย่างไร 555+ ช้านเป็นเด็กเรียนแล้ว จะดีใจหรือเสียใจดี แต่ที่แน่ๆ ภาพพจน์ของหลายคนในกลุ่ม คือ หญิงสาวที่แสนจะเรียบร้อยและพูดน้อย หุหุ ยกเว้นตามแต่กรณีนะ มาร้องเต้นเพลงมันๆของปาล์มมี่ ก็เป็นเรื่องที่หลายคนไม่ได้คิดไว้แน่นอน เห็นแล้วเป็นยังไงบ้างจ๊ะ คนเราก็เก็บกดเป็นเหมือนกันทุกคนแหละ จริงมั้ย ได้ขึ้นเวทีใหญ่ก่อนจบแล้วดีใจด้วยๆ แล้วก็ห้ามลืมช่วงเวลาบ้าๆของพวกแกเด็ดขาด 55+ใครจะรู้ว่าว่านจะเปลี่ยนจากร้องเพลงกล่อมน้องตอนม.4 มาเต้นท่าที่เราไม่กล้าเต้นตาม ช่วงเวลา 2 นาทีกว่าผ่านไปเร็วมาก เสดแล้วก็ลงมาถ่ายรูปรวม แต่ฝนหายไปไหนไม่รู้ ต้องตัดต่อเอาหน้าฝนมาใส่ทีหลังเลยอะ จนจบวงสุดท้าย ทุกคนขึ้นไปร้องเพลงสาธิตเกษตรกันบนเวที ตั้มกะโอ๋ ประธานรองประธานเชียร์สาธิตสามัคคีเป็นคนนำ สุดท้ายทุกคนประกาศประโยคที่ว่า "พวกเรา KUS32 รักโรงเรียนสาธิตเกษตรมากที่สุดในโลก" ดังก้องสนาม เราเชื่อว่าทุกเสียงที่ดังออกมา ออกมาจากใจจริงๆ แล้วเราก็ถ่ายรูปรวมกัน เป็นภาพที่ประทับใจจริงๆ เราหวังอยู่เสมอว่าจะได้ถ่ายรูปรวมกันอีกบ่อยๆนะ ขอบคุณที่มาดู ขอบคุณที่ให้ดอกไม้ ขอบคุณที่ให้กำลังใจ ขอบคุณที่ช่วยทำซุ้ม ขอบคุณที่เป็นเพื่อนกันมา ขอบคุณที่ช่วยพาไปหาชุด ขอบคุณที่ช่วยกรี๊ดให้ทั้งตอนซ้อมใหญ่และตอนแสดง ขอบคุณที่เล่นดนตรีให้ ขอบคุณที่ให้เราขึ้นเวทีใหญ่ ขอบคุณที่สนุก เราก็สนุกเหมือนกัน
ปล.ไปดูรูปสมัยเอ๊าะๆของเพื่อนๆแล้วทายซิว่าใครบ้าง
November 07 บันทึกกระดาษน้ำตาลอนาคตอยู่ในจินตนาการ เรื่องเมื่อวานเก็บอยู่ในหัวใจ
มีความสุขที่จะฟัง มีความสุขที่จะร้อง
รับผิดชอบที่จะซ้อม รับผิดชอบที่จะอ่าน(หนังสือ) ใส่ใจที่จะทำ(การบ้าน) ใส่ใจที่จะตาม(งาน) ยิ้มให้ตัวเอง กะคนรอบข้าง งดขนมบ้างแค่นี้ก็พอใจ ถ้านับวันเรียนจะเหลืออีก60วัน
ถ้านับทุกวันก็เหลืออีก100 จะนับยังไงก็ดูมันน้อยๆ หายใจอีกสักหน่อย วันปัจฉิมก็ลอยมา นึกภาพไว้อีกร้อยวัน คงมีภาพที่ติดตา คงมีเรื่องให้ต้องจำ คงมีคำให้ติดใจ นึกภาพย้อนไปสิบปี มีเรื่องราวประทับใจ มีทั้งขำน้ำตาไหล อีกสิบปีถัดไปยังไม่ลืม August 25 ประกาศ http://www.quizyourfriends.com/quizpage.php?quizname=060825114409-208118&
ช่วยไปลองทำหน่อยสิคะ อื้ม ดูรูปทัศนศึกษาทัวร์วัดกันรึยัง ชุดแรกส่วนใหญ่พลอยถ่าย อีกชุดนึงพิชชี่ถ่ายอะ July 12 thailand-switzerland-liechtenstein 2-6มิถุนายน 2549หลังกลับจากนิทรรศการในหลวงที่เมืองทองอย่างเหนื่อย ฉันก็รีบขึ้นมอเตอร์ไซด์บึ่งกลับบ้านเพราะยังจัดของไม่เสร็จแต่ก็นะ สุดท้ายเครื่องบินก็เลื่อนจากเที่ยงคืนไปเป็น6.30ของวันเสาร์ นี่ถือว่าเป็นโชคดี ไม่อย่างงั้นอาจจะไปสนามบินไม่ทันก็ได้ วันรุ่งขึ้นฉันก็ออกเดินทาง(กับพ่อและน้องและคนอื่นๆในทัวร์อีก2ครอบครัว ทั้งหมด10คน) เครื่องบินใช้เวลา10ชั่วโมง50นาที ฟังดูช่างเป็นเวลาที่ยาวนานซะจริง แต่มันไม่ยาวเลยแหละ เพราะที่นั่งของทุกคนมีทีวีส่วนตัว เจ๋งมากๆอะ ชั้นประหยัดนะเนี่ย ปุ่มควบคุมก็ดึงออกมาเป็นรีโมทได้ พอถือแนวนอนก็กลายเป็นที่เล่นเกมเพลย์ แต่เกมที่มีก็ไม่ค่อยหนุกเท่าไหร่หรอกก็เลยเล่นบิงโกกะน้อง(มันเล่นกะคนอื่นๆในเครื่องได้ด้วยแหละ)~(ตื่นเต้นจิงๆนะเนี่ย - - ) ขาไปดูหนังจบไปสามเรื่อง นอนได้แปบเดียวตอนเค้าให้นอนก็ดูหนัง ส่วนอาหารก็อร่อยๆชอบๆ ไปถึงสนามบินzurich เที่ยงครึ่ง(ของที่โน่น คือ เวลาที่นั่นจะช้ากว่าเมืองไทย5ชั่วโมง) เดินลงมาข้างล่างไกด์+คนขับรถก็มารออยู่แล้ว (คนเดียวกัน) ชื่อคุณเอียน เป็นคนอังกฤษ(ยังนึกอยู่ว่าชั้นจะรู้เรื่องมั้ยเนี่ยทริปนี้) เค้าก็ทักทายดิบดีเชียวแล้วก็ขนของไปขึ้นรถ ว้าวๆๆ รถใหญ่มากเลย เป็นรถแวนกว้าง นั่งสบายดี แล้วเราก็เริ่มออกเดินทาง สู่ Rheinfall...ชมวิวๆ บ้านสวย ถนนมีอุโมงค์เยอะมากเพราะข้างบนเป็นทางจักรยาน รถก็เลยเปิดไฟหน้ากันตลอดเวลาที่งกลางวันกลางคืน...ถึงแล้วว อากาศเย็นนะเนี้ย ค่าเข้าชมน้ำตกคนละ1ฟรัง(ฟรังละ32บาท) น้ำตกนี่คือต้นน้ำที่สำคัญสุดในยุโรปเลยแหละ แม่น้ำกว้างมากแล้วก็น้ำแรงมาก เป็นน้ำตกที่ไม่สูงเลย แต่ก็สวยมาก หมอกสีขาวฟุ้งเต็มไปหมดเลย ลงไปข้างล่างมีอุโมงค์ไปโผล่ข้างๆตรงที่น้ำไหลลงมาแรงๆ ถ้ายื่นมืออกไปก็อาจจะปลิวไปกับน้ำเลย55+ ตรงกลางน้ำตกจะมี้เกาะเล็กอันนึงยื่นขึ้นมา คนเค้าจะลงเรือจากฝั่งไปถ่ายรูปกันบนนั้น แต่เราไม่ได้ไปหรอก ก็แค่ถ่ายรูปๆกันที่ฝั่งจนพอใจแล้วก็กลับขึ้นมา ข้างบนเป็นร้านบองที่ระลึกมีช็อกโกแลตแบบตักๆชั่งแบบถูกๆขาย ขีดละประมาณ2ฟรัง ก็ลองซื้อมากินดู ก็อร่อยดีๆแต่บางรสกินเข้าไปปุบต้องรีบคายออกมาเลยแหวะๆ รสอะไรฟระคุ้นๆนึกไม่ออก แต่ที่แน่ๆ จาอ้วกก ก่อนจะกลับไปขึ้นรถผ่านร้านไอติม น้องก็อยากกิน ก็เลยไปซื้อกัน 55+คนขายเกือบไม่รู้เรื่องว่าเราจาสั่งอะไร เสียเซลฟเรย แต่ก็ได้ความรู้เพิ่มมานิดส์นึง ถ้าจะเอาแบบผสมหนึ่งอันก็แค่พูดว่า one mix.. จากน้ำตกไรน์ คุณเอียนพาเรานั่งรถชมวิวไปเรื่อยๆจนเริ่มขึ้นเขา ตอนนี้รู้สึกเราจะอยู่ในเขตรัฐอิสระliechtenstein(ลิคเคนสไตน์)แล้วหล่ะ Liechtensteinเป็นรัฐอิสระที่แยกมาจากออสเตรียมาประมาณสองร้อยปีแล้ว ปกครองโดยเจ้าชาย สมัยนั้นมีนักธุรกิจคนนึงรวยม๊ากมาก เป็นเจ้าของที่ดินกว่าครึ่งออสเตรีย รัฐบาลก็เลยตกลงจะยกส่วนLiechtensteinให้เพื่อตัดปัญหาเรื่องการปกครอง นายคนนี้ก็เลยกลายเป็นเจ้าชายไปเลย ประเทศนี้คนรวยกันพอๆกับคนสวิสแหละ เจ้าชายเค้าก็ใจดี พอดีว่าเป็นเจ้าของแบงค์เองก็เลยปล่อยให้คนยืมเงินไปทำธุรกิจได้ง่ายๆ (นี่คือไกด์เล่าให้ฟังแล้วฉันจับใจความมา) ที่นี่สวยมาก เหมือนเป็นเมืองในฝันเลย อากาศดี วิวภูเขาสวย ชีวิตดี สิ่งแวดล้อมดี มีคนน้อยเรานั่งรถขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อยๆจนมาถึงอุโมงค์สีขาวเล็กๆที่ทะลุภูเขาขนาดเลนครึ่งเท่าซอยบ้านอาจารย์จิ แต่มันคือทางไปMalbunมัลบูน เมืองที่สงบที่สุด ข้างทางเต็มไปด้วยหิมะสีขาวที่ยังละลายไม่หมด เราไปแวะเล่นหิมะกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้จับหิมะจริงๆ แถวนั้นมีลำธารเล็กๆ น้ำไหลแรง แล้วก็ใสมาก แม่น้ำลำธารที่นี่ส่วนใหญ่น้ำจะใสเพราะข้างล่างเป็นหินไม่ใช่โคลนแบบเมืองไทย อากาศหนาวเหมือนกัน เราใส่เสื้อหนาวบางๆลงไปตัวเดียวก็เลยสั่นหงึกๆ มีบ้านหลังนึงปลูกทิวลิปไว้หน้าบ้าน รู้สึกว่าดอกทิวลิปก็จะหนาวเหมือนกัน ดอกไม้ที่นี่สีสดมาก สีแดง ส้ม ชมพู สวยสุดๆ อาจจะเป็นเพราะที่นี่อากาศเย็นรึเปล่าก็ไม่รู้ ลงมาจากข้างบนเราก็ไปเมืองหลวงของLiechtenstein เมืองVaduzวาดุซ เมืองเล็กมากๆเล็กกว่าสยามอีก แล้วก็เงียบมากด้วย ลานตรงกลางมีวงดนตรีกำลังซ้อมอยู่ เก่งๆ เจ๋งดี มองขึ้นไปเชิงเขาเป็นปราสาทของเจ้าชาย ตอนนี้กำลังซ่อม(ความจริงซ่อมมานานแล้วไม่เสร็จซักที)เลยไม่ได้ถ่ายรูปแต่ซื้อโปสการ์ดมาแทน เดินเล่นในVaduzซักพักจนเย็น เอียนพาเราไปที่พัก เป็นบ้านบนเชิงเขา(คนละที่นะ)เจ้าของบ้านอยู่ชั้นล่าง แล้วให้นักท่องเที่ยวพักข้างบน มี4ห้องนอน 2ห้องน้ำ 1ห้องครัว มีคนดูแล1คน เป็นคนไทย คอยทำอาหาร ทำความสะอาดบ้านให้ กินอาหารไทยทุกมื้อเลย(แอบเสียดาย อยากชิมอาหารพื้นเมืองดูซักครั้ง) ตอนนั้นหกโมงเย็นแต่ง่วงจังเลย ก็เลยแอบไปงีบ ตื่นมากินข้าวเย็น เจอเด็กคนนึงเป็นหลานเจ้าของบ้านอายุ 3ขวบ น่าตาหน้ารักดี ชื่อนัทพล พูดได้กี่ภาษาไม่รู้ แต่ที่แน่ๆก็ไทย อังกิด เยอรมัน อาจจะฝรั่งเศสด้วยก็ได้นะ ช็อคปายเลย ซนมากเรยด้วย เล่นด้วยหนุกดีๆ ตอนนี้สามทุ่มแล้วหล่ะแต่ฟ้ายังสว่างเหมือนห้าโมงเย็นที่เมืองไทย เราก็ง่วงๆ แต่นัทมานไม่ยอมนอนซักทีอะ จะนอนก็มาปลุกตลอดเลย สุดท้ายก็ได้นอนประมาณ4ทุ่ม ยังงงๆกับเวลา ตื่นเช้ามาตีห้า กินข้าวเสร็จก็มาเล่นกะเด็กๆ มีเด็กอีกคนที่มาทัวร์เดียวกัน อยู่ป.สองชื่อน้องวีว่า สรุปทริปนี้มีเด็ก4คนรวมช้านด้วย เป็นเด็กโข่ง มานั่งเล่นมายากลไพ่หลอกเด็ก55+ ตื่นเต้นกันใหญ่เลย เย้ๆ สำเร็จๆ จากหลอกเด็กก็เลยต้องมานั่งสอนเด็กเล่นมายากลแทน555+ ไกด์มา9โมงครึ่ง วันนี้จะไปเจอหิมะของจริงบนเขาTitlisที่มีหิมะตลอดปี ว้าวๆตื่นเต้นๆ พ่อ น้องกะเราเอาเสื้อหนาวไปคนละ3ตัว หมวกคนละ1 เสื้อข้างในก็ใส่อีกสามสี่ชั้น กางเกง2ชั้น 55+ออกมาก็เป็นอย่างในรูปแหละ ตัวอารัยก็ไม่รู้ แต่ถ้าไม่ใส่อย่างงี้ก็คงไม่ได้ไปเล่นไกลๆในหิมะหรอก ไปถึงก็ไปเช่ารองเท้าหิมะ เพราะเรากะน้องเอารองเท้าพละที่ไม่ช่วยอะไรเลยไป เช่าคู่ละ10ฟรัง เหมือนจะแพงนะ แต่อีกวันนึงมาเห็นราคาที่ร้านขายคู่ละ300กว่าฟรังแน่ะ จากตรงที่เช่ารองเท้า(เมือง angelberg)ต้องนั่ง cable car ขึ้นไป พอขึ้นไปสูงๆ ถึงช่วงที่มีหิมะก็เริ่มมองอะไรไม่เห็นเพราะหมอกหนามาก เห็นแต่สีขาวเต็มไปหมด ขึ้นไปถึงสถานีพักต้องไปขึ้น(Rotair)เป็นรถหมุนรอบตัวเองต่ออีก จนไปถึงศูนย์ข้างบน ข้างบนมี5ชั้น มีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ห้องปิคนิค ห้องฉายวิดีโอ ถ้ำน้ำแข็ง ร้านถ่ายรูปใส่ชุดสวิส ร้านไอติม (- - ยังจะมีคนกินไอติมอีกหรอ) ส่วนชั้น5เป็นทางออกไปเล่นหิมะ ซึ่งแน่นอนที่เราอยากไปก็คือชั้น5 ตอนนั้น11โมง ไกด์นัดบ่ายสองแล้วคุยกันไปคุยกันมาอยู่ดีๆก็เป็นบ่ายหนึ่งครึ่ง หยึ๋ย ให้เวลาแป๊บเดียวเอง เราเลยถามพี่อีกคนว่าทำไมไม่กลับบ่ายสอง เค้าก็เลยถามทุกคนว่ามีครัยอยากกลับบ่ายสองบ้าง....เงียบ เหอๆ มีแต่คนแก่กับเด็กรึงัยเนี่ย มีแค่ชั้นคนเดียวที่อยากอยู่ที่นี่นานๆ เชอะๆไม่สนๆ บ่ายครึ่งก็ด้ายว๊าา เราก็เลยรีบกินข้าวๆแล้วก็ลากน้องกับพ่อจะไปชั้น5 แต่ไกด์บอกว่าให้ทำอะไรช้าๆ เพราะที่นี่ออกซิเจนขาดแคลน น้องเราก็เลยเดินด้วยความเร็ว1เมตร/10วินาที เว่อปายแล้วแต่ก็ขำดี ตอนที่เรากำลังไปชั้น5คนอื่นๆในทัวร์ก็ยังกินกันไม่เสด น้องวีว่าก็เริ่มออกอาการป่วยแล้วด้วยล่ะ เราเดินออกไปๆๆ ข้างนอกหมอกหนาจริงๆ ห่างกันซัก10เมตรจะเห็นเป็นเงาดำลางๆ แต่ถ้า20เมตรนี่ก็ไม่เห็นอะไรอะไรแล้ว ตอนนั้นหนาวมือกับจมูกมากเลย เหมือนจมูกจะหลุดเลย แต่ไม่เป็นไรไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว ต้องไปเล่นอะไรหนุกๆหน่อยสิ ทางเดินจะมีเชือกยาวๆขึงไปเรื่อยๆ ก็มองเชือกนี่แหละ เพราะอย่างอื่นก็ขาวไปหมด น้องเราบ่นตลอดทาง บอกว่าจะกลับไปที่ศูนย์เพราะข้างนอกนี่มันอันตราย (น้องอยู่ป.6) แต่เราก็ยังสู้ต่อไปๆ ลากน้องต่อไปๆ พ่อก็ช่วยด้วย55+ ก็เดินมาเรื่อยๆจนมาเจอice flyer เย้ๆๆๆ อยากนั่งๆ (มันต่างกับcable car ที่มันแทบจะไม่กันอะไรเลย ที่นั่งยาวๆมีเหล็กกันตก แล้วก็ที่ครอบกันลมที่จะปิดหรือไม่ปิดก็ได้ )เดินเข้าไป เค้าบอกถ้านั่งไปก็จะไปfun parkได้ 55+ ไปสิๆ พ่อก็ซื้อตั๋ว 2ที่ 20ฟรัง นั่งไปมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจาสีขาวข้างหน้ากระจกกันลม กับลมหนาวยะเยือกที่พัดเข้ามาทางช่องห้อยขา เชือกผูกเสื้อกันหนาวค่อยๆกลายเป็นน้ำแข็ง มือกับจมูกกำลังจะหลุด แต่ตัวก็ยังอุ่นอยู่ 5นาทีผ่านไป เรามาถึงอีกฝากของสถานี ต้องกระโดดลงจากที่นั่ง เพราะมันจะวิ่งไปเรื่อยๆไม่สนใจใคร เหมือนตอนขึ้นที่ต้องไปยืนรอให้มันหมุนมาพอดีช้อนก้นเราไป ที่นั่นแทบไม่มีใครเลย ถ้าฟ้าใสก็คงมีคนมาเยอะกว่านี้แหละ ตอนนี้มีแค่นักสกีกับสโนวบอร์ดที่เล่นกันได้ทั้งที่มองไม่เห็นทางข้างหน้าด้วยซ้ำ เราสามคนยังเดินตามเชือกต่อไปแม้ว่าจะมองไม่เห็นฝั่ง และน้องยังคงพูดว่า ไปอีกแค่แป๊บเดียวนะ ถ้าหนูบอกว่าจะกลับอีกทีต้องกลับแล้วนะ ทุกคนก็เออห่อหมกจนมาถึงfun park.. ร้างรึเปล่าเนี่ย ตอนนั้นไม่มีใครเลย แต่เราเจอที่นั่งหลายแบบ ที่จะใช้สไลด์เดอร์ ทางเลื่อนขึ้นมา กับทางลงที่มองไม่เห็นว่าลงไปเจออะไร มันจะไปสุดตรงไหน ชั้นเดินวนไปวนมา สุดท้ายคนก็โผล่มา มีพ่อลูกเค้ามาเล่นเพิ่งเลื่อนขึ้นมาจากข้างล่าง แล้วก็คนดูแลที่อยู่ดีๆก็โผล่มาจากซอกไหนของหิมะก็ไม่รู้ สองคนนั้นมาเลือกที่นั่งอันใหม่แล้วก็ไหลหายลงไปในหมอกอีก ว้าวๆ อยากเล่น ฉันก็เลย ไปถามคนดูแล เค้าก็สอนวิธีควบคุมทิศทางกับวิธีเบรคให้แล้วเราก็มาไหลตามสองคนนั้นลงไป โหว้วว หนุกจังเลย แต่ไอ้ที่นั่งอันนี้มันไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ พอกลับขึ้นมาข้างบน ไม่เจอใครเลยอะ พ่อกะน้องปายหนายย สงสัยไหลลงไปข้างล่างแล้วแน่เลย55+ น้องก็แอบอยากเล่นเหมือนกันแหละ แค่กลัวตอนเดินมาเท่านั้นเอง แล้วฉันก็เลือกที่นั่งอันใหม่ ไหลลงไปอีกครั้งนึง คราวนี้มันเร็วมากเลย ก็เลยเอาเท้ามายันพื้นข้างหน้าตลอด หิมะก็เลยกระเด็นใส่เต็มหน้าเต็มตัวเลย รู้สึกจะเข้าปากไปนิดหน่อยด้วย ขำตัวเองจริงๆ คราวนี้มือเปลี่ยนเป็นสีเขียวเลย หนาวๆๆๆ ขึ้นมาถึงก็เจอทุกคนอยู่ มะกี้น้องกะพ่อสไลด์ลงไปจริงๆ ให้คนคุมไหลลงไปก่อนแล้วตามลงไป บ่ายโมงนิดๆแล้วหล่ะ ต้องกลับซะแล้ว เรานั่งice flyerกลับมา พอเดินเข้ามาในตึกก็เจอกลุ่มทัวร์พอดี เค้าเพิ่งจะเดินขึ้นมาข้างบนกันนี่เอง พี่คนนึงบอกว่าจะไปดูหิมะกันแป๊บเดียว ให้รออยู่ตรงนั้น แต่เราไปเข้าห้องน้ำกันแป๊บนึงแล้วค่อยมา ก็ไม่เห็นใคร ลงไปดูชั้นหนึ่งก็ไม่เห็นใคร หลงซะแล้วหล่ะ ตามหาทุกชั้นก็ไม่มี พ่อกับน้องไปรอชั้น1 แล้วเราก็ขึ้นมาชั้นร้านอาหาร นึกขึ้นมาได้ว่าเอียนบอกว่าถ้ามีอะไรให้โทรไปข้างล่างแล้วขอสายเค้า ก็เดินเข้าไปหาผู้หญิงคนนึง เป็นคนดูแลร้าน แล้วก็คุยๆให้เค้าช่วย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่รู้สึกเหมือนภาษาอังกฤษที่เรียนมาตลอดชีวิตได้เอามาใช้จริง ช่างยิ่งใหญ่อะไรอย่างงี้ เกือบไม่รุ้เรื่องแน่ะตอนแรก เราไม่รู้ว่าข้างล่างมันเรียกว่าอะไร มันมีหลายสถานี แล้วก็ไม่รู้ว่าทัวร์ชื่ออะไร เหมือนเด็กกี่ขวบนี่ จนเค้าจะตามคนที่พูดภาษาไทยได้มาคุย แต่พอดีคนนั้นไม่อยู่ ก็เลยต้องทนพูดกะเราต่อไป สุดท้ายก็รู้เรื่อง เราไปตามพ่อกะน้องมานั่งรอด้วยกันในร้านอาหาร คนข้างล่างกำลังหาเอียนให้อยู่ เราได้ยินเสียงประกาศหาอยู่สองสามครั้ง สุดท้ายเค้าก็มาบอกให้ลงไปเลย เพราะคนอื่นคงลงไปหมดแล้ว แล้วถ้าเอียนมาถามเค้าก็จะบอกให้ว่าเรากำลังตามลงไป แล้วเราก็ลงมาถึง..ร้านเช่ารองเท้า บ่ายสามโมง จากที่นัดกันบ่ายครึ่งลงมาก็จะประมาณ2โมง ช้าไป1ชั่วโมง วันนั้นก็เลยอดนั่งเรือตอนเย็น แต่ไม่เป็นไรๆ อีกวันก็ยังได้นั่ง เย็นนั้นเลยตรงไปเมืองLuzern ดูวุ่นวายสุดในสวิตแล้วแต่ก็ยังคนไม่มาก ไปเดินเที่ยวเมือง เจอรูปแกะสลักหิน สิงโตถูกหอกแทง กำลังจะตาย คนแกะสลักเก่งมากเลย ดูแล้วรู้สึกว่ามันกำลังเจ็บปวดจริงๆ นี่เป็นรูปสลักที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงทหารที่ตายตอนมีการปฏิวัติสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่16 เพราะประชาชนมีชีวิตลำบากมากจนทนไม่ไหวก็เลยลุกขึ้นมาสู้ ทหารที่คุ้มกันกษัตริย์ตายหมดยกเว้นคนนึงที่ลาพักร้อนพอดี (ฟังดูขำดี คนอะไรโชคดีจิงๆ)ก็เลยไม่ตาย พอกลับมาก็เลยมาสร้างสิงโตนี่ ก็ไม่ได้ทำเองหรอกนะ จ้างช่างมาช่วยทำ ถ่ายรูปกะสิงโตเสร็จ เดินซื้อช็อคโกแลตกิน แล้วก็ไปอีกด้านนึงของเมือง มีแม่น้ำอะไรก็ไม่รู้ มีหงส์(คิดว่าหงส์ เพราะเหมือนรูปในนิทานเรื่องเป็ดขี้เหร่)แล้วก็นกเป็ดน้ำเต็มเลย นกเป็ดน้ำสวยดี เหมือนในรูปที่เคยเห็นกันบ่อยๆ คนแถวนั้นเค้าชอบมาให้อาหาร มันก็เลยมาอยู่ใกล้ๆท่าน้ำ อาหารของมันคือถั่วแหละ น้องเราก็ชอบนก ไปหลอกมันว่าจะให้อาหาร แล้วก็จะจับหัวมัน แต่ก็ไม่สำเร็จ เดินทะลุมาอีกด้านเป็นร้านขายของ ส่วนใหญ่เป็นมีดสวิส กระดิ่งวัวสวิส แล้วก็ช็อคโกแลต ไม่ได้ซื้ออะไรเลย เพราะแพงหมดเลย ขนาดกระดิ่งวัวอันเล็กนิดเดียวยัง4ฟรังเลย ส่วนช็อคโกแลตโฮมเมดขีดละ7.2ฟรัง กร๊ากพ่อไม่ให้ซื้อหรอก วันนั้นก็เลยไม่ได้ซื้ออะไร อื้ม รถเมล์ที่นี่เค้าเป็นไฟฟ้าหมดเลย ข้างบนจะมีสายเต็มไปหมดเลย รถก็จะมีสองแบบถ้าไม่มีรางก็จะมีสายสองสายเกี่ยวข้างบนไว้ คนขับก็ต้องขับไปปกติตามทาง อีกแบบเป็นแบบมีรางจะเป็นเสาอันเดียวไปแตะกับสาย1สายข้างแล้วก็วิ่งไปตามทาง อย่างเดียวที่ทำให้เรารู้สึกว่าความสวยของเมืองลดลงก็คือสายไฟระโยงระยางนี่แหละ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อต้องประหยัดน้ำมัน กลับมาถึงบ้านแล้ว ง่วงอีกแล้ว แต่วันนี้ห้องนอนเรากลายเป็นที่รวมเด็กไปแล้ว เด็กสามคนมาอยู่ในนี้หมดเลย คนนำทีมกลายเป็นพ่อเราไปแล้ว พ่อเราเล่นต่อสู้กับนัทคนอื่นก็เลยเล่นต่อสู้กับนัทไปหมด เสียงดังมาก บ้านก็เป็นไม้ กระโดดทีนึงได้ยินกันทั้งบ้าน ตะโกนที่นึงก็ได้ยินทั้งบ้านเหมือนกัน เล่นกันจนสามทุ่ม เหนื่อยจัง นอนๆ วันต่อมาก็ไปนั่งเรือๆ จากซักที่ ผ่านทะเลสาบ ไปขึ้นฝั่งที่Interlakenเรือแล่นเร็วกว่าที่คิดมาก ลมแรงหนาวมาก ส่วนใหญ่ก็เลยนั่งอยู่ในเรือ วิวทะเลสาบสวยดี พอถึงInterlaken เอียนซึ่งขับรถมารอที่ท่าเรืออยู่แล้วก็พาเข้าไปเดินดูเมือง ตอนลงจากรถ เห็นคนกำลังกระโดดร่มลงมาเต็มไปหมด ที่นี่เป็นที่กระโดดร่มแหละ กระโดดจากบนเขาลงมาลานกลางเมือง ถ้าอยู่ๆนึกอยากกระโดดก็จ่าย200ฟรัง แล้วจะมีคนฝึกพากระโดดลงมา แต่ส่วนใหญ่เค้าไปฝึกกระโดดจริงๆ มองแล้วสวยดี ร่มหลายสีเต็มท้องฟ้าเลย น่าสนุกเหมือนกันนะ เดินดูโน่นนี่ ร้านก็ไม่ค่อยเปิดอีกแล้วแหละ เพราะช่วงนี้มันเป็นวันหยุดยาว ประมาณว่าเค้าไม่ค่อยมีเทศกาลบ่อยๆเหมือนเราก็เลยต้องตั้งวันหยุดขึ้นมาคนจะได้หยุดพักผ่อน เดินเที่ยวในเมืองถ่ายรูปๆ ห้องน้ำสาธารณะที่นี่ ทำลงไปใต้ดิน ก็ดีมีห้องน้ำให้แค่เหม็นไปหน่อยเท่านั้นเอง ข้างๆห้องน้ำ มีบ่อน้ำอยู่ เค้าบอกว่าเป็นบ่อสำหรับนกเป็ดน้ำที่ป่วย ถ้านกป่วยเค้าก็จะเอามาใส่บ่อนี้ พอมันหายมันก็จะบินไปเอง ดีจังเลยนกป่วยก็มีที่ปฐมพยาบาลด้วย จากInterlaken เราไปต่อที่เมืองBernเมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ ที่นี่ทั้งตึกทั้งถนนมีเอกลักษณ์มาก มีความเก่าในส่วนของตัวอาคาร แต่ร้านข้างในก็เป็นของใหม่หมด ร้านปิดหมดเลย ยกเว้นMc รู้สึกMc ที่นั่นจะหรูกว่าของเมืองไทยนะ ทำสวยดี ที่เมืองเบิร์นมีหอนาฬิกาใหญ่อยู่อันนึง จะดังทุกชั่วโมง แล้วก็มีโบสถ์ใหญ่ เป็นตึกที่สูงที่สุดในเมือง เปิดให้ขึ้นไปดูวิวได้แต่ต้องจ่ายตัง พอเรารู้ว่าให้ขึ้นได้ ก็ลากพ่อกะน้องไปโบสถ์เลย ตอนแรกน้องก็ไม่อยากขึ้นหรอก แต่พอเดินขึ้นไปแล้วมันย้อนกลับลงมาไม่ได้เพราะทางมันแคบมาก ก็เลยต้องเดินไปเรื่อยๆ ระหว่างทางขึ้นไปมีทางแยกให้เข้าไปดูระฆังได้ เห็นแล้วนึกถึงเรื่องคนค่อมแห่งนอร์เธอดามเลย ที่ดึงหนักมาก นึกไม่ออกเลยว่าเค้าทำให้ระฆังขยับได้ยังไง ขึ้นไปถึงข้างบน มองลงมาเห็นทั้งเมือง ด้านข้างมีแม่น้ำ รู้สึกว่าที่นี่จะนิยมทำฝายมากเลย เห็นทุกที่เลย ถ่ายรูปลงมาสวยดีๆ พอลงมาก็ใกล้เวลานัด พอดีเจอเอียน เล่าให้ฟังว่าขึ้นไปข้างบนโบสถ์มา เอียนบอกว่าเราเป็นกลุ่มแรกที่ขึ้นไปเลยแหละ คนไทยที่เคยมาเที่ยวแค่เห็นความสูงก็ไม่คิดจะไปแล้ว ใกล้จะ5โมงเย็น เดินผ่านหน้าหอนาฬิกาพอดี เห็นคนยืนเต็มไปหมด เอียนบอกว่าเค้ารอดูนาฬิกาดังพวกหุ่นบนนั้นจะขยับได้ พวกเราก็เลยลงไปดูบ้างบนยอดหอนาฬิกามีหุ่นคนถือค้อนสีทองอันนึง ส่วนด้านล่างเป็นนาฬิกาปีบอกวันที่กับช่วงราศี ด้านข้างมีตุ๊กตาอะไรไม่รู้เต็มไปหมด พอได้เวลา5โมงตรงระฆังก็ดัง หุ่นสีทองขยับทำถ้าเหมือนตีระฆัง ส่วน ตุ๊กตาข้างล่าง ถูกรถทัวร์คันนึงขับบัง เพราะเค้าไม่ยอมจอดรอคนที่ยืนหลังรถทัวร์ก็บ่นกันใหญ่เลย ฟังไม่รุ้เรื่องหรอก คนที่เห็นเค้าบอกว่าตุ๊กตาข้างล่างมันเต้นได้ ออกจากเมืองเบิร์นก็กลับบ้าน ไปถึงเจอนัทออกมาเดินเล่นพอดี นัทชวนไปดูแกะ เดินไปตามถนนนิดนึงอีกด้านเป็นที่เลี้ยงแกะ พอเรียกมันก็วิ่งมากันใหญ่เลย เด็กๆก็ไปถ่ายรูปกับแกะกันใหญ่ แต่พอจะไปถ่ายบ้างแกะวิ่งหนีหมดเลยอะ ช่วยกันเรียกเท่าไหร่ก็ไม่มา เซ็งเลย แกะหนี เหอๆ วันรุ่งขึ้นเราไม่ได้ไปเที่ยวไหนแล้ว ต้องขึ้นเครื่องบ่ายครึ่ง ตอนเช้าก็เลยไปซื้อของ แถวนั้นมีร้านสามร้านอยู่ใกลก้กันพอดี เป็นเหมือนซุปเปอร์มาเก็ต แต่มันไม่ใหญ่เหมือนโลตัสของเรา เพราะที่นั่นเค้าไม่ต้องการให้ใครผูกขาด มีร้าน coop migros denner ร้านcoopนี่ดูดีสุด ของส่วนใหญ่จะมียี่ห้อ หรือไม่ก็ยี่ห้อcoopเอง ราคาก็ถูกกว่าร้านย่อยๆ แต่ก็ไม่ถูกมาก migros ไม่เห็นถูกเท่าไหร่เลย ของก็ไม่มียี่ห้ออะ เลยไม่ได้ซื้อไรมาเลย ส่วนdennerนี่ มีทั้งของมียี่ห้อที่ถูก แล้วก็ยี่ห้อdennerเอง ซึ่งจะถูกมากๆ ก็เลยซื้อของจากร้านนี้มากที่สุด เอียนบอกว่าเจ้าของกิจการdenerอายุแค่30กว่า ซื้อกิจการมา5ปีก็ทำให้ใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัวนึง เก่งๆๆ ของก็ถูกด้วย ซื้อของกินเสร็จก็ไปโรงงานรองเท้าชื่อบาลลี <-ใช่รึเปล่า มีทั้งรองเท้า เข็มขัด เน็คไทด์ ทุกอย่างถูกกว่าซื้อที่เมืองไทยมาก แต่ก็ยังแพงหูหลุดอยู่ดี แต่ถ้าใครนิยมแบรนด์นี้ ก็แนะนำที่นี่แหละ เช้าวันนั้นรู้สึกไม่สบาย เพราะนัทไม่สบาย ไอตลอดเวลา แล้วเมื่อคืนเราลืมห่มผ้าเพราะเล่นเหนื่อยมากหลับไปเลย พอขึ้นเครื่องบินก็หลับๆ แต่ก็ไม่สบายตัว เป็นไข้ ต้องไปขอยาแก้ไข้พี่แอร์กิน พอเครื่องจะลง ก็ปวดหูมากๆ เกือบร้องไห้แงๆ พอลงมายังเจ็บๆหูอยู่ตั้งหลายชั่วโมง กลับถึงบ้านก็เลยนอนถึงเที่ยงเลย ไปโรงเรียนบ่ายสองครึ่ง ไปเรียนคาบสุดท้าย55+ อุตส่าห์ไปเพื่อ... ตอนเย็นก็ไปเรียนอ.จิ กลับสู่ชีวิตเดิม ซอยอ.จิที่มีรถสวนกันเต็มปายหมดเลย ตอนนี้ก็ได้เวลาเคลียร์งาน แต่ยังไงก็คิดว่าคุ้มนะกับประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆที่ได้มา อย่างน้อยก็คิดว่าจะกล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้อยากไปอีกนะเนี่ย จะได้ฝึกเล่นสกีกับสโนวบอร์ด :)
ใครอ่านครบจนจบก็ขอชื่นชมในความอดทนนะ ขอโทดที่อัพช้ามากก ไม่ทันเหตุการณ์เอาซะเลย May 16 ค่ายปั้นกล้า ครั้งที่1 10-13 พ.ค.49ค่ายปั้นกล้าครั้งที่1...
คือ สิ่งที่เราอยากให้มี
คือ ความร่วมมือของเรา
คือ สิ่งที่เราทุ่มเท
คือ สิ่งที่เราเหน็ดเหนื่อย
คือ ครั้งแรกของค่ายปั้นกล้า
คือ ความสำเร็จของพวกเรา
คือ ความเจ๋งที่ยากจะบรรยาย
คือ สุดยอดของอะไรที่เคยทำ
คือ ความทรงจำระหว่างเราตลอดไป
คือ อะไรที่เรายังไม่หายตื่นเต้น
ตั้งแต่เช้าวันที่ 9 จนสายวันที่10 ขณะที่ทุกๆคนกำลังจะไปถึงเขาใหญ่ (ตื่นเต้นมาก)
ตั้งแต่บ่ายวันที่10 ตอนรับน้องที่ฟ้าร้องมาแต่ไกล และเราก็ไปปักตะไคร้ ครั้งแรกในชีวิต(กลั้นหายใจปักจนมือสั่น ตะไคร้งอเลย กลัวว่าจะปักไม่อยู่)
ยังบ่ายวันที่10 เมื่อฝนเริ่มตก จนสักพักฟ้าใสกับเมฆที่ลอยระเทือกเขาใกล้ๆเริ่มปรากฏ และเราพบว่าโชคดีที่ฝนตก(และหยุด)ทำให้เราได้เห็นวิวสวย อากาศเย็นสบายและดินโป่งที่ไม่แข็งเกินไป (เละ)
ตั้งแต่เช้ามืดวันที่11 ที่ทุกคนกำลังจะออกเดินทางไปดูพระอาทิตย์ขึ้น แล้วเราเกือบจะอดใจไม่ไหวขึ้นรถไปด้วย (เราต้องอยู่เตรียมแรลลี่อะ)
ตั้งแต่สายของวันที่11 ขณะเตรียมแรลลี่และได้ยินเสียงวอว่าน้องแตกตื่นกับทากในเส้นทางมอสิงโต
ยังเป็นสายวันที่11 ตอนได้ยินเสียงจากวิทยุสื่อสารว่าฝนเริ่มตก จนฝนพัดมาถึงที่ๆเรากำลังเตรียมแรลลี่และกำลังตกหนักขึ้น(แรลลี่เอ๋ย ทำไงดี)
ตั้งแต่ฝนเริ่มหยุด จนน้องๆกำลังจะมาถึงที่ที่เราทำแรลลี่
คืนวันที่11 ที่เราเพิ่งพับกล่องนมเป็น และพบว่าปริมาตรขยะลดลงไปมากๆ พร้อมความสนุกเล็กๆที่ทุกคนได้มาโดยไม่รู้ตัว
ตั้งแต่เช้าวันที่12 ที่เรายังไม่ได้เลือกเพลงที่จะแสดงเลย จนบ่ายวันที่12 ที่เราต้องไปเดินป่าด้วยแล้วเราก็ยังซ้อมเต้นไม่เสร็จ
ตอนเที่ยงวันที่12 ที่ฝนตกอีกแล้ว และน้องๆต้องไปเดินป่าตอนบ่าย พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมกระทันหันจากคำแนะนำของวิทยากร
ยังเป็นตอนเที่ยง ที่ไปปักตะไคร้อีกครั้ง(คราวนี้มีคนอื่นที่ไม่ได้ปักรอบแรกไปด้วย)
ตอนบ่ายวันที่12 ที่ดูเหมือนฝนจะหยุด แต่ก็ตกอีกตอนไปถึงน้ำตกทำให้เราต้องวิ่งขึ้นรถ(เปียกอยู่ดี)แล้วสีฟ้าที่อยู่รถคันเล็กก็เปียกกันหมดเลย
ยังเป็นตอนบ่ายวันที่12 เมื่อรถไปถึงที่หนองผักชีที่จะเดินป่าแล้วฝนยังไม่หยุดจนต้องกลับไปเดินเล่น(ดูนิทรรศการ)ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและกลับมาที่เดิมใน15นาทีถัดมา เมื่อฝนเบาลง (ไม่มีน้องคนไหนบ่นหรือเดินไม่ไหวเลย ทุกคนลุยเต็มที่!!)
ตั้งแต่เย็นวันที่12 ที่ไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงเพราะมัวแต่ซ้อมเต้น จนถึงพิธีอำลา
ตอนถือเทียนเข้าไปในห้องที่ปิดไฟและน้องๆนั่งอยู่ตรงกลาง
ตอนร้องเพลง และน้องร้องไห้
ตอนบายศรี (ที่เราไม่รู้จะอวยพรยังให้แต่ละคนไม่เหมือนกัน)
ตอนจับมือกับน้อง
ตอนจับมือสต๊าฟ(ร้องไห้)
ตอนเช้าวันที่13 ในพิธีปิด
ตอนบ่ายสามวันที่13 ตอนกลับมาถึงโรงเรียน
ตอนเช้าของวันที่14 ที่รู้สึกคล้ายๆกับตอนสายของวันที่10
และตอนนี้ก็ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่
หมดนี่เป็นแค่เรื่องเล่าสุดย่อจากค่ายปั้นกล้าครั้งที่1เท่านั้นเอง
ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันจนค่ายสำเร็จมาได้
ขอบคุณรุ่นพี่ที่ช่วยให้ค่ายราบรื่น
ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยดูแลและเป็นที่ปรึกษา
ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง
ขอบคุณน้องๆที่มาเข้าค่ายนี้
ขอบคุณผู้สนับสนุนด้วย
ไม่รู้จะเขียนไรมากกว่านี้
รูปบางส่วนเอามาให้ดูเล่นๆ
แต่จะแจกซีดีและรูปรวม พร้อมกับใบประกาศให้ทุกคนตอนเปิดเทอมค่ะ
-ปั้นกล้าจ๋าช้านร๊ากเธอ- February 24 ความสามารถพิเศษ(หรือไร้ความสามารถเป็นพิเศษ)คิดว่าบางคนอาจจะสังเกตเห็นว่าหมู่นี้พลอยไม่ออนเอ็มบ่อยเหมือนเมื่อก่อน
แล้วก็อาจจะเห็นว่าเราบ่นๆเรื่องคอมมานานพอสมควร ประมาณว่าพังๆ เพี้ยนๆ
แต่ตอนนี้มันตายไปเลยจริงๆแหละ
ตั้งแต่เครื่องแรก ที่ใช้ประจำเกือบทุกวัน
วันหนึ่งในช่วงหยุดปีใหม่
ฉันเปิดเครื่องขึ้นมา ขณะที่กำลังต่อเน็ต
55+แล้วมันก็ ปึบบบ ดับไปเลยง่ะ กดเปิดยับไงก็เงียบ...
สงสัยจะช็อตปายแล้วว
จากนั้นก็เอาโน๊ตบุคพ่อมาใช้
อยู่มาวันนึงก็เปิดไม่ได้อ้า
มันขึ้นว่ามีปํญหาเรื่อง reigstry อะไรซักอย่าง
ตอนนี้เหลือ..เครื่องใช้งานรวม อยู่ชั้นล่าง แต่มันเปิดexplorer ไม่ได้ เปดได้แต่msn
ก็นะ
แล้วล่าสุด เมื่อวันอังคารที่21กุมภา ตัมไดรฟ์พังอ๊ะ
ของแบบนี้พังได้ไงฟะ
ข้อมูลไปหมดเลย
ไม่รู้ที่อยู่ในคอมจะไปด้วยรึเปล่า
ปล. จะเอาคอมไปให้ใครซ่อมได้ช่วยบอกที (เครื่องที่ดับตายไปอะ) December 15 ทัศนะศึกษาสนุกมากเลยวันนี้
เป็นครั้งแรกที่ เตรียมของกินไปเยอะโคตรๆ จากตอนแรกจะไม่มีข้าวกิน เตรียมไปเตรียมมาเลยเยอะเกิน...
เป็นครั้งแรกที่ ไปกินมื้อเช้าในโรงอาหารที่โรงเรียน ปกติกินจากบ้าน หรือไม่ก็เตรียมขนมไปกินบนรถ
เป็นครั้งแรกที่ หลับตั้งแต่ก่อนเที่ยง อันนี้เป็นเพราะพี่เค้าเทศน์ยาวไปหน่อยเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย (หลับเกือบทั้งคัน)
เป็นครั้งแรกที่ ลงจากรถไปแล้วไม่จดอะไรเลย (บนรถยังจดบ้างนะ) ถ่ายรูปอย่างเดียว
เป็นครั้งแรกที่ ทั้งห้องบ้ากล้องกันหมด ขากลับถ่ายรูปกันตลอดทาง
เป็นครั้งแรกที่ ได้ไปทุ่งทานตะวัน (แต่ตอนแรกคิดว่าจะได้ถ่ายรูปกะดอกไม้สูงท่วมหัวซะอีก)
เป็นครั้งแรกที่ ต้องหาของกินครบสามมื้อเอง
เป็นครั้งแรกที่ ได้ยินคำขอบคุณจากบัดดี้ และได้ของขวัญชิ้นแรกจากบัดดี้
เป็นอะไรดีๆอีกหลายอย่างถึงจะๆไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็ดีมากๆ
อยากถ่ายรูปอีกเยอะๆเลย
ตอนนี้บ้ากล้องเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าแล้ว55+
ตอนนี้เที่ยงคืนนิดๆ ยังไม่ได้ทำการบ้าน.... December 04 ดอกไม้ ดวงดาว และอ้อมแขนที่บานในสวนของเธอ แค่หวังให้เธอ ได้สูดกลิ่นหอมทุกวันเมื่อตื่น อยากจะเป็นดาวน้อย สักดวง ที่คอยส่องแสงเพื่อเธอ และหวังแค่เพียง ได้ส่งเธอนั้นเข้านอน อยู่ทุกคืน จะเป็นไฟให้เธอ เมื่อหัวใจเธอหนาวสั่น จะยอมเป็นสายลม พัดให้เธอเวลาร้อนรน เพื่อให้ทุกคืนวัน เธอไม่ต้องกังวล ให้ฉันนั้นได้ทำเผื่อเธอ ได้ไหม แค่ได้ทำเผื่อรักแท้ แม้เธอจะมองไม่เห็นก็ยอม ใจก็พร้อมเป็นให้ทุกอย่าง ไม่เคยสักครั้ง ที่ใจจะท้อ ทำด้วยหัวใจ นั้นคือคำว่ารักแท้ ในใจที่มีจากฉันถึงเธอ และพร้อมเคียงข้างเธอไป ด้วยรักเสมอที่มาจากใจ ฉันให้เธอ ไม่ต้องการสิ่งไหนตอบแทน แค่เป็นอ้อมแขนให้เธอ ประคับประคอง ให้ผ่านและพ้นเรื่องราวที่ร้ายแรง จะเป็นไฟให้เธอ เมื่อหัวใจเธอหนาวสั่น จะยอมเป็นสายลม พัดให้เธอเวลาร้อนรน เพื่อให้ทุกคืนวัน เธอไม่ต้องกังวล ให้ฉันนั้นได้ทำเผื่อเธอ ได้ไหม แค่ได้ทำเผื่อรักแท้ แม้เธอจะมองไม่เห็นก็ยอม ใจก็พร้อมเป็นให้ทุกอย่าง ไม่เคยสักครั้ง ที่ใจจะท้อ ทำด้วยหัวใจ นั้นคือคำว่ารักแท้ ในใจที่มีจากฉันถึงเธอ และพร้อมเคียงข้างเธอไป ด้วยรักเสมอที่มาจากใจ ฉันให้เธอ แค่ได้ทำเผื่อรักแท้ แม้เธอจะมองไม่เห็นก็ยอม
ใจก็พร้อมเป็นให้ทุกอย่าง ไม่เคยสักครั้ง ที่ใจจะท้อ ทำด้วยหัวใจ นั้นคือคำว่ารักแท้ ในใจที่มีจากฉันถึงเธอ และพร้อมเคียงข้างเธอไป ด้วยรักเสมอที่มีในหัวใจ ฉันให้เธอ ชอบเพลงนี้มากๆ โดยเฉพาะท่อนฮุค เพราะมากๆ เป็นเพลงที่ใช้แสดงเวทีใหญ่ของม.ปลายด้วย November 30 (ไม่)เป็นหวัด(นก)ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง รักษาสุขภาพด้วยนะๆ
พลอยเป็นหวัดมาสองรอบ ตั้งแต่ก่อนมานจะเริ่มหนาวจนเลิกหนาวไปแล้ว
ตอนนี้ก็ยังไม่หายซักที
ปวดหัวๆด้วย
เริ่มรู้สึกจะตัวอุ่นๆๆแล้ว
สังเกตคนไม่สบายกันเยอะมากๆ
โดยเฉพาะหลังจากงานประจำปี
สงสัยเป็นเพราะบ้ากันไปหน่อย
ไม่มีไรละ จาไปนอนละ
สถานะ: กำลังอารมณ์ดี
กำลังอยากได้รูปงานประจำปีเยอะๆด้วย ไม่ได้เอากล้องไปอะ ถ้ามีอะไรดีๆส่งมาให้ด้วยนะ ขอบคุณค่า
November 11 รักแท้ ดูแลไม่ได้ความรักของเธอ เสียงที่บอกฉันว่าเธอห่วงใย
ทุกๆฉากทุกตอนไม่เคยจางหาย แม้จะผ่านเนิ่นนานเท่าไร
ว่าฉันเป็นคนโง่เหนือใครๆ มีรักแท้อยู่ ดูแลไม่ได้ ได้แต่ฝัน
ต่อจนเหมือนเดิม รูปเมื่อก่อนนั้นที่มันขาดไป หรือว่าฉันต้องทำใจ
เพราะทุกฉากทุกตอนไม่เคยจางหาย แม้จะผ่านเนิ่นนานเท่าไร
ว่าฉันเป็นคนโง่เหนือใครๆ มีรักแท้อยู่ ดูแลไม่ได้
บอกหน่อยที่ไหนพอจะมี ประตูให้ฉันย้อนไปคืนวัน ที่ฉันมีเธออยู่ จะขอดูแลอีกครั้ง...
ฉันมันคนโง่เหนือใครๆ มีรักแท้อยู่ ดูแลไม่ได้ October 30 เผื่อไว้เฉยๆตอนนี้ตั้งใจว่าจะออน m ให้น้อยลง ถึงน้อยที่สุด
เลยมาบอกไว้เผื่อจาจำเป็นฮ่ะ
นอกจาก ใน msn สามารถติดต่อเราได้
1. skype คล้าย msn ให้โหลดโปรแกรมจาก www.skype.com แอด ploy_witchaya จะออนบ่อยเหมือน m
2. เมล์มา ploy_witchaya@hotmail.com
3. โทรมาเลย เย้
และถ้าเจอเราใน m ละก็ ช่วยเตือนหรือด่าเลยก็ได้ค่า
ตอบคำถามคาใจ
อ่าๆ อธิบายเพิ่มเติม skypeกะ m มันไม่ต่างกันมากหรอกด้วยตัวโปรแกรม แต่ต่างทีจำนวนคนใช้ต่างกัน แล้วก็มีอิทธิพลกะเราต่างกันด้วย
ส่วนออนเอ็มม่ายผิดหรอก แต่ผิดคำพูดงาย
อีกอย่าง skype เจ๋งกว่า m 555+
October 13 เตรียมตัว ระวัง...ไป!!! แล้วจะกลับมาใหม่หลังจากช่วงเวลาแห่งการเตรียมงานสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเหมือนการเดินทางอันยาวนานและทรหด
พรุ่งนี้เราก็จะเริ่มเดินทางต่อไปอีก
วันที่14 ออกเดินทางไปกำแพงแสน
วันที่15-16 แข่ง
และรีบกลับมาบ้าน(ที่จากไปนาน)อีกครั้ง
วันที่17 เตรียมตัวโค้งสุดท้ายสำหรับพรีเซนต์งานพฤกษศาสตร์ที่โคราช
และ18 ออกเดินทางอีกแล้ว ไปโคราช พร้อมกับผู้ร่วมชะตากรรม(ที่เรียกว่าโชคดี)
19 ถวายรายงาน..~~~~~
20 พรีเซนต์..
และรีบกลับบ้านอีกครั้ง
รีบนอนหลับ...
21-23ไปWROที่ฟืวเจอร์รังสิตกะ "ละม้าย"
หลังจากงานหนักผ่านพ้นไป
24จะไปทำบุญย้อมใจกะเราเหล่าCubic
25 555555555555....... จะนอนนนนนนนนน เอออหรือจะไปเที่ยวดีหว่า
26 ไปทำงานค่ะ
27 ไปเรียนทำขนมกะพี่ป่าน
28 กะว่าจะไปเที่ยวกะที่บ้านอะนะ
29 ไปเที่ยวทะเลกะ BLUEZAIYA
30 ประชุม cubic com รึเปล่าหว่า..
และ 31 เจอกัน
ทั้งหมดก็คือช่วงเวลาปิดเทอมทีเหลือของเรา
หวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี
เอาใจช่วยด้วยละกันค่ะ September 22 ปฏิบัติการงัดบ้านตัวเองเมื่อวาน ฝนตกหนักพอสมควรตอนกลับจะถึงบ้าน
เราเดินกางร่มสะพายกระเป๋าไว้ด้านข้าง
พอถึงหน้าบ้าน(ในหลังคาแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าบ้าน ตอนนั้นไม่มีคนอยู่) เอากระเป๋าออกจากหลังเสร็จก็พบว่ามันเปียก..
นอกจากจะกันน้ำได้นิดหน่อยแล้วมันยังทำตัวเป็นบ่อน้ำได้อีกด้วยแหละ
หนังสือก็เปียก เลยเอาออกมาวางข้างนอก
ของอย่างอื่นก็เปียก ก็เอาออกมาเหมือนกัน
จนเอาของออกมาหมด..เอ่ออ กุญแจบ้านอยู่ไหนอะ
ไม่มี...
ค้นๆๆๆ
ไม่มี..
555+
ทำไงดีล่ะทีนี้ งานบรึมเลย ทำไม่ทันแน่
(เปิดประตูด้านนอกได้ แต่ประตูมุ้งลวดถูกล็อคจากด้านนอก)
โทรหาแม่...ไม่รับ
ไม่โทรหาพ่ออะ โทรไปก็ยังไม่ได้เข้าบ้านอยู่ดี แถมโดนดุอีก
พอดีหน้าบ้านมันมีไม้รวกยาวๆกะท่อนเหล็กอะไรก็ไม่รู้และก็ยังมีเชือกฟางด้วย
ถ้าเอามาต่อกันก็จะยาวพอไปเกี่ยวถึงโต๊ะที่เราคิดว่าแม่ชอบวางกุญแจสำรองไว้
พอผูกเสร็จก็จัดการพังมุ้งลวด เอาไม้ยื่นเข้าไปในบ้านแก่วงไปแกว่งมาให้ของบนโต๊ะร่วงลงมา
เผื่อจะเจอกุญแจ
แต่ก็ไม่เจอซักที
ของก็กระจายเต็มไปหมดเลย
เมื่อยก็เมื่อย(พยายามอยู่เกือบชั่วโมง)
ไม่สำเร็จค่ะ...
โทรหาแม่อีก แต่คราวนี้ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังอยู่ไหนบ้านเพราะฝนเริ่มเบาลงแล้ว แสดงว่าแม่ไม่ได้เอาไปด้วย ก็เซ็ง
จากนั้นก็เริ่มเห็นอะไรหลายอย่างที่บ่งบอกว่า
แม่ไม่ได้ไปไหนไกลหรอก เดินไปตามก็เจอ ถ้าสังเกตบ้านกะของนิดนึงก็จะรู้
พอเจอแม่
ก็เลยรู้ว่ากุญแจมันถูกเก็บอย่างดี ไม่ได้วางไว้ให้เกี่ยวง่ายๆอย่างที่คิดหรอก
มิน่าล่ะถึงหาไม่เจอซักที
ต้องเก็บของที่กวาดไว้ซะเกลื่อนเลย
ทำงานไปนิดสนึงก็สลบปาย งานไม่เสร็จเลย.. เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ประสบการณ์บ้าบอของข้าพเจ้า
จะไม่ลืมกุญแจบ้านอีกแล้วฮ่ะ
ถ้าช่างสังเกตกว่านี้อีกหน่อยก็ไม่ต้องเหนื่อยฟรี
September 13 สอบฟิสิกส์เวอร์ชั่นทูวันนี้สอบย่อยฟิสิกส์กันอีกครั้ง
แต่วันนี้ไม่เหมือนคราวที่แล้วหรอกนะ(แค่ไม่เหมือน)
...
ถึงแม้เมื่อวานจะยังไม่จำสูตรเลยแต่มะคืนก็..
ยังไม่ได้จำสูตรอีกนั่นแหละ แต่ทำโจทย์แบบเอาสูตรมากางดูก่อนอะ ถึงตีหนึ่งครึ่งแหนะ(เริ่มตอนดึกๆ)
แล้วเมื่อเช้า พักดื่มนมและเที่ยง ก็ค่อยใช้เวลาอันน้อยแต่ก็ไม่ถึงกับนิด ท่องสูตรรร
ผลออกมาก็
จำผิดปายสูตรนึงเจ๊งไปข้อนึง
ลืมจำหน่วย เลยเดาผิดไปบางข้อโดนหักข้อละครึ่งคะแนน
ดีขึ้น ไม่ตกและ 555+
พอดียังเคลียร์กรรมเก่าไม่ค่อยทัน
คราวหน้าคงดีกว่านี้แหละ
-กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน- September 11 ไม่ว่างแต่อยากเขียนง่ะในช่วงสองสามวันมานี้
มันเป็นช่วงแห่งความหลากหลายทางความรู้สึก อารมณ์ และความคิดทีเดียว
ต้องไปแล่ว ...
ก็1.เป็นวันเกิด ก็ต้องอารมณ์ดีจิงมะ
2.เป็นวันที่รู้ผลสอวน ก็ต้องเสียใจอนะ
3.กังวลเรื่องงานบางอย่าง..อืมๆ
4.ไม่รู้สิ เป็นสุดสัปดาห์ที่สามที่ไม่ต้องไปเรียนพิเศษหัวโต
อยู่บ้านทั้งวันแต่ก็อยู่หน้าคอม ไร้สาระไปพอสมควร
แล้วก็สับสนในชีวิต
+
+
+
+
+
บ่นมากไปและ
+
+
+
สรุปก็คือ
งงเหมือนกัน
555
ปล.ไม่ต้องเม้นว่าไร้สาระหรอกเนอะ (- -") |
|
|